The NaiUm @ Life's Way

Word's Story

Blog Entryซวยซ้ำซวยซ้อนJul 10, '08 4:45 AM
for everyone

สืบเนื่องมาจากเดือนมิถุนายนนี้ เป็นเดือนเกิดของข้าพเจ้า และก็เป็นช่วงเปลี่ยนตัวเลขเสียด้วย

บุญกรรมจึงได้ตกมาสู่ข้าพเจ้าโดยมิได้เทียบเชิญ

 

เริ่มจาก

หลายสัปดาห์ก่อน โน๊ตบุ๊คที่รักใส่ซอฟแวร์ไว้อย่างเต็มที่ มีระบบปฏิบัติการ 2 ระบบคือ ทั้ง window xp

และ Linux Ubuntu อยู่ๆ วันหนึ่งก็อัพเดทซอฟแวร์ใน window xp ทันทีที่รีสตาร์ท ก็เปลี่ยนไปเข้า

ubuntu แทน แถมยังไปอัพเกรดแพคเกตของ ubuntu อีกด้วย ผลก็คือ หลังจาก รีสตาร์ทอีกรอบ ก็เข้า

window xp ไม่ได้อีกเลย เช็คไปเช็คมา อ๋อ partition table มันเจ๋ง ซ่อมไปซ่อมมา แบบคนไม่รู้เรื่อง

สุดท้าย เข้าไม่ได้ทั้งสองระบบเลย ฉิบ.... ตายละหว่า .... ข้อมูล งานต่างๆ อยู่ในเครื่อง แทบจะร้องไห้

เล่นเองทำเอง จนเป็นแบบนี้.... สุดท้าย วิ่งไปในเมือง ซื้อ external HDD 500 GB มาในราคา 799 sek

(ลองคูณ 5 ดูนะจะเป็นเงินบาท) แล้วก็ใช้แผ่น live cd เปิดเครื่อง เฮ้อ ยังเห็นข้อมูลอยู่ อย่ากระนั้นเลย

ก็ดูดข้อมูลทั้งหมดมาเก็บไว้ที่ ext HDD ก่อนจะ format เครื่อง ลง window xp ใหม่ทั้งหมด

เสียเวลาไปเกือบอาทิตย์ กับการซ่อมคอมครั้งนี้ แทบไม่ได้หลับได้นอน เพราะต้องมานั่งเฝ้าตอนที่มัน

checkdisk เฮ้อ ตอนนี้เลยขยาดๆ นิดหนึ่ง กับการลง 2 ระบบ กำลังลังเลว่าจะลง ubuntu อีกรอบดีไหม

 

เหตุการณ์นั้นก็ผ่านพ้นไป อาทิตย์ถัดมา ไปซักผ้า ถือตระกร้าผ้า ปรากฏว่าตอนเปิดประตู มือไปไถกับผนัง

จนหนังลอกหลุดออกไปเป็นแผลที่ข้อนิ้วชี้ แสบมากๆ วันต่อมาจะไปโคเปนฮาเกน นั่งรถบัสไปอย่าดิบดี

แต่ดันนนนนน ..... ลืม passport เลยต้องกลับมาเอา กลัวไม่ทันรถไฟ เลยเปลี่ยนใจปั่นจักรยานไปสถานี

รถไฟเอง พอถึงสถานี.... เบรคไม่อยู่ครับพี่น้อง (จักรยานทีนี้ไม่นิยมใช้เบรคมือ แต่จะเบรคโดยปั่นบันได

กลับทิศ แล้วรถจะเบรคให้) เราก็ว่าปั่นกลับทิศแล้ว แต่เอาไม่อยู่จนไปชนกับที่จอด ได้แผลบนมือมาอีก...

 

พอมาอาทิตย์นี้หนักหน่อย... ตอนเช้าจะรีบไปซื้อของที่ตลาด ลงจากห้องมาได้ก๊รีบกระโดดขึ้นจักรยาน

จะปั่นออกไป ออกไปได้นิดเดียวครับ ล้มไม่เป็นท่า ผลคือ ฝ่ามือข้างขวาได้แผลมาหนึ่ง... นิ้วก้อยข้าง

ซ้ายระบม หัวโน (อันนี้ไม่รู้ไปโดนตอนไหน ยังงงๆ) แต่ที่เจ็บที่สุดคือ เอวครับ ปวดเอวทั้งเวลานั่ง ยืน เดิน

มาสามสี่วันแล้ว ยังไม่หาย กินยาแก้ปวดแก้อักเสบคล้ายกล้ามเนื้อ ทายาด้วย ก็ค่อยยังชั่วขึ้น แต่ก็ยัง

ปวดๆ อยู่บ้างบางเวลา....

 

ตอนนี้กลัวมากๆ อยู่ 2 เรื่อง ไอ้หัวที่ไปโดนมาตอนไหนไม่รู้เนี๊ยะ ข้างนอกปกติ ข้างในจะเป็นอะไรหรือ

เป่ล่าหว่า.... แล้วเอวหรือหลังที่ปวดจี๊ดๆ เนี๊ยะ เป็นแค่กล้ามเนื้อหรือกระดูกกระเดียวมันเคลื่อน....

มีคนบอกให้ไปหาหมอหลายคน แต่การไปหาหมอที่นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญ อายอ่ะ จะบอกหมอว่าไป

ทำอะไรมา.....เอ้อ.... ตกจักรยานครับ....เอิ้ก ได้ฮากันทั้งโรงบาลเป็นแน่...

จบข่าว


เห็นเพื่อนพัทเรียกร้องให้เล่าเรื่องเพิ่มเติม.... เรื่องก็มีอยู่ว่า สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี....

เฮ้ย...... ม่ายช่าย

แกะไปทีละเรื่องล่ะกัน

1. ข้อสรุปเรื่องการเงิน หลังจากคุยกับแฟน ให้โทรติดต่อกับทางไทยพาณิชย์ จึงได้คำตอบมาว่า
สามารถขึ้นเงินได้ที่ธนาคาร Nordea แน่นอน เพราะแบงค์ที่จ่ายให้ เป็น citibank ที่สตอคโฮลม์
เราก็เลยไปที่ Nordea ใหม่ คุยกันนานมาก เพราะทางธนาคารก็ต้องการความมั่นใจ มีการโทรไป
เช็คที่ citibank ที่สตอคโฮลม์ และที่ลอนดอน จนมั่นใจว่ารับได้โดยทางธนาคารจะไปขึ้นเงินกับ
ทาง citibank เอง แต่ว่า..... ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ไม่ขอยืนยัน เฮ้อ... เลยช่างมัน...

"That's OK, I'm not worry about that charge of fee."

เวลาดำเนินการสำหรับดร๊าฟตัวนี้ 2 อาทิตย์ เพื่อความมั่นใจ เลย msn คุยกับพ่อ ให้ถอนเงินจาก
ไทยพาณิชย์ ไปโอนเงินหน้าเคาร์เตอร์กรุงเทพ มายังบัญชีผม ปิ๊งป๊อง...... ข้อสรุป ค่าธรรมเนียม
           ดร๊าฟธนาคารไทยพาณิชย์ ยอด 7500 Kr ค่าธรรมเนียมฝั่งไทย 200 บาท
                                                                    ค่าธรรมเนียมฝั่งสวีเดน 140 Kr
           โอนเงินหน้าเคาท์เตอร์กรุงเทพ ยอม 9500 Kr ค่าธรรมเนียมฝั่งไทย 300 บาท
                                                                           ค่าธรรมเนียมฝั่งสวีเดน 60 Kr
ปวดใจจริงๆ สำหรับประสบการณ์ครั้งนี้

นอกจากนี้ยังสมัครโอนเงินเพื่อการศึกษากับทางไทยพาณิชย์อีก แต่.... รอเป็นชาติแล้ว ยังไม่มีการ
ตอบกลับใดๆ แถมยังต้องโทรกลับมาเมืองไทยเพื่อยืนยันการสมัคร และส่งเอกสารกลับมาเมืองไทย
ต่างๆ อีกมากมาย...... พอกันที ไทยพาณิชย์

2. เรื่องนี้ เป็นเรื่องเก่าตอนช่วงประมาณ 2 อาทิตย์แรกที่มาสวีเดน
ผมเป็นสมาชิกบอร์ด บอร์ดหนึ่งเป็นบอร์ดบ้านไทย (ดูได้จากลิงค์นะ)

แล้วก็มีเรื่องที่ปวดใจหน่อยหนึ่งคือ
ผมได้ไปรู้จักนักเรียนไทยคนหนึ่ง ขอไม่เอ่ยนามเค้าแหละกันครับ
วันหนึ่งผมไปกินข้าวที่บ้านเค้า แล้วก็มีเพื่อนเค้าที่เป็นเยอรมันด้วยคนหนึ่ง

คุยไปคุยมา... ก็วนมาเรื่องผู้หญิงที่มาอยู่สวีเดน
น้องคนนี้ก็บอกเพื่อนฝรั่งเลยว่า.... (ขอโทษถ้าอาจทำร้ายจิตใจ ใครหลายคน)
"ผู้หญิงพวกเนี๊ยะ มาจากอีสาน มาหาผัวรวยๆ"
ผมก็ขึ้นเลย... พยายามเถียงว่าเขารักกันถึงมาอยู่ด้วยกันต่างหาก
น้องคนนี้ก็ยัง ยกตัวอย่างข้ามมาอีกว่า
"เนี๊ยะ เค้ามีเวปบอร์ด บรรดาผู้หญิงเหล่านี้ด้วยน่ะ เวปบ้านไทยเนี๊ยะแหละ
มีทั้งที่มาหาผัวฝรั่ง มีทั้งที่ขายตัว"

ผมล่ะ... เซ็งเลย ถ้าเป็นฝรั่งพูด ผมว่ามันอาจเข้าใจผิดกันไปได้
แต่นี้หลุดมาจากปากคนไทย.. เสียความรู้สึกกับน้องคนนี้สุดๆ ไปเลย

เจอคนไทยอย่างนี้ ไม่อยากสมาคมด้วยเลย ตอนแรกว่าจะหาเพื่อนๆ ที่เป็น
นักเรียนไทยในลุนด์ซะหน่อย ตอนนี้ไม่อยากหาแล้ว ใครอยากรู้จักคงต้อง
สกรีนไว้อย่างดี...

นี้ยังไม่รวมเสียความรู้สึกกับน้องอีกคน ที่กำลังจะมาเรียนที่ลุนด์เทอมหน้า
เจอกันคุยกันทาง msn คุยกันไม่มีหางเสียงเลย คุยแบบหยิ่งมากๆ

ผมว่าโดนฝรั่งดูถูกยังคิดว่าฝรั่งบ้าได้ แต่คนไทยด้วยกันมันไม่ใช่บ้าแล้วแต่เอี้ยเลย

ช่วงหลังๆ นี้ ผมเริ่มเฉยๆ กับคนไทยที่มาเรียนต่อต่างประเทศแล้วครับ

ผมไปวัดสังฆบารมี มีนักเรียนไทยไปกับ 2 คน คือผมกับพี่อีกคนหนึ่ง ซึ่งมาทำวิจัย
เกี่ยวกับผู้หญิงไทยที่มีสามีเป็นฝรั่ง.....

มันก็คงเหมือนๆ กับที่เมืองไทยแหละครับ นักศึกษากับวัด มักไปด้วยกันไม่ได้....
แต่นักศึกษาดูถูก ชาวบ้านนี้สิ..... ผมไม่ชอบเลย.....

แต่ทั้งนี้ ผมก็ไม่เหมาหมดนะครับ นักศึกษาที่ดีๆ มีหลายคน เพียงแต่ช่วงนี้คง
สกรีนเรื่องคบคนมากขึ้นล่ะครับ.....

จบ..

จริงๆ กะว่าจะเขียนตอนครบหนึ่งเดือนครับ

แต่ช่วงนี้รู้สึกอะไรๆ มันเริ่มรุ่มเร้า เหลือเกิน ต่อจากคราวที่แล้ว ที่ผมต้องไปทำเลขประจำตัวประชาชนของสวีเดน

ผมก็ได้มาแล้วครับ อาจจะช้าไปนิด อย่างที่เข้าใจครับ ติดช่วงวันหยุดแรงงาน และแล้วผมก็เอาไอ้เลขที่ลุ้นแทบเป็นแทบตาย ไปเปิดบัญชีธนาคาร

ธนาคารที่สวีเดนมีหลายธนาคารครับ เช่น Nordea SEB SwedBank ฯลฯ

ผมเลือก Nordea ครับ เหตุผลคือ มีนักเรียนทุนหลายคนที่นี้แนะนำครับ เพราะสะดวกต่อการโอนเงินของทาง กพ..... แต่แล้วปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้นครับ

 

ผมมี Draft ของธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ใบหนึ่ง แต่ผมเอาไปขึ้นที่ Nordea ไม่ได้ครับ ไม่ใช่ว่าไม่รับน่ะครับ แต่ค่าดำเนินการสูงมาก เนื่องจาก Nordea ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับไทยพาณิชย์ครับ ถ้าเป็นแบงค์กรุงเทพก็ว่าไปอย่าง

ค่าดำเนินการสูงถึง 1500 Kr ครับ ลองเอา 5 คูณดูแล้วกัน เพราะต้องส่งกลับไปตรวจสอบที่ไทยก่อนครับ ผมก็ตายล่ะหว่า เรื่องโอนเงินผ่านเน็ตที่ทำเรื่องกับทางไทยพาณิชย์ก็ยังไม่ไปถึงไหน เงินที่เป็นใบๆ นี้ก็ยังใช้ไม่ได้ เงินก็เริ่มจะหมดครับ

 

ลองเสี่ยงเอา Draft ใบนี้ไปขึ้นเงินที่ธนาคารอื่นดูครับ ปรากฏว่า ถ้าไม่ใช่ลูกค้าเค้า เค้าไม่รับครับ โห ที่นี้มันโหดมากเลยครับ ผมเลยถามที่ SEB ไปว่าถ้าเป็นลูกค้า

แล้วค่าดำเนินการเท่าไหร่ คำตอบออกมาคือ 150 Kr ครับ แง่ม.... ประเทศนี้มีมาตรฐานไหมเนี๊ยะ...ต่างกัน 10 เท่าครับพี่น้อง แล้วผมจะทำไงดีล่ะครับ

 

ตอนนี้มีทางเลือกอยู่สองทางครับ

1. ผมส่ง Draft กลับไปที่เมืองไทยแล้วยกเลิกซะ โอนเงินเข้าบัญชีผมแล้วก็โอนผ่านเน็ตมายัง Nordea ซึ่งก็ต้องรอทางไทยพาณิชย์อนุมัติให้โอนได้ก่อน ระยะเวลาดำเนินการ ไม่แน่นอนครับ

2. ผมไปเปิดบัญชี SEB อีกบัญชี เอาตังค์เข้า เอาออกมา ใส่ Nordea แล้วอีกสักเดือนก็ไปปิด SEB ครับ แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าค่าดำเนินการมันจะ 150 Kr จริงๆ แล้วไม่มีอะไรอื่นอีกหรือเปล่า..

 

พี่น้องครับ ผมควรทำเยี่ยงไรดีครับ

ประเด็นเรื่องการเงินตอนนี้ค่อนข้างร้าวรานครับ... ถ้าจะฉุกเฉินจริงๆ คงให้ทางบ้านโอนผ่านธนาคารเข้าบัญชีผมที่นี้เลยครับ แต่ค่าดำเนินการก็น่ะ...

 

ปัญหาต่อเนื่องข้อสองคือ ตอนนี้เริ่มปวดใจกับการสื่อสารครับ เริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ครับ ฟังไม่ทันบ้าง ฟังไม่รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้จะพูดยังไงบ้าง พูดไปแล้วเค้าก็ไม่เข้าใจบ้างครับ เริ่มอึดอัดแล้วล่ะ บางทีเค้าคุยกัน เราก็พอรู้ว่าเค้าคุยเรื่องอะไร แต่เราไม่รู้จะไปคุยอะไรร่วมกับเค้าครับ

อย่าง supervisor เนี๊ยะ บ้ากีฬามากครับ รู้เรื่องกีฬาแทบทุกชนิด ผมก็ตายครับ นักเตะแมนยูผมยังไม่ค่อยรู้จักเลยครับ นี้จะต้องมาฟังเค้าพูดกันเรื่องกีฬาฮอกกี้บ้าง ฟุตบอลยูโรบ้าง ไอ้ดูน่ะชอบดูครับ แต่วิพากษ์วิจารณ์ไม่เป็น แถมเล่นมุข ปล่อยฮา เหมือนอยู่เมืองไทยไม่ได้ นี้สิปัญหาครับ

 

เมื่อวานมีงานเลี้ยงรุ่นพี่ที่ภาค ที่พึ่งจบเอกครับ ทั้งงานผมจำได้ว่าเรื่องที่ผมพูดได้ถนัดปาก แล้วคุยสบายที่สุดคือ เรื่องเหล้าครับ ดีกรีเหล้า วิธีการกิน ความแตกต่างระหว่างเหล้าไทยกับฝรั่ง ไทยกินเหล้ายังไง เป็นครั้งแรกมั้งครับที่พูดได้เยอะมาก...หลายคนในภาคเริ่มมองด้วยสายตาไม่ปกติครับ .... อาจจะมีรายการซวยซ้ำสอง

 

จริงๆ เรื่องซวยมีอีกเรื่องครับ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปสัมมนาที่ Linkoping ครับ เมืองอยู่ใกล้ๆ สตอกโฮล์ม ไว้วันหลังจะเอารูปมาลง แต่รูปมีน้อยครับ

เพราะมันอยู่ในช่วงเสียใจครับ ฟิลเตอร์ CPL ที่หาซื้อแทบตายในเมืองไทยมันแตกครับ เหตุเพราะผมทำกระเป๋ากล้องร่วงครับ กระแทกกับพื้น ตอนแรกนึกว่าไม่เป็นไรครับ แต่ CPL นี้สิครับกระจาย ฟาดเคราะห์ไปครับ ยังดีที่กล้องกับเลนส์ไม่เป็นไร....

 

ซวยซ้ำสาม ซวยทางสายตาครับ ต่อจากที่ไปงานเลี้ยงรุ่นพี่ครับ กลับมาหอ นอนตอนเช้ามีคนมาเคาะประตูห้องครับ เปิดออกไป ตายครับ อุบาทตาสุดๆ ฝรั่งเปลือยครับ เปลือยแบบ ไม่ใส่อะไรเลยน่ะ กางเกงในก็ไม่ใส่ มันก็เมามาจากงานเดียวกันแหละครับ แต่คงเมามาก เสื้อผ้าหายหมด.... มันก็เดินวนไปวนมาในหอ แบบเปลือยๆ มาเคาะห้องผมสองครั้ง ครั้งที่สองน่าตกใจครับ เดินเข้ามาในห้องเลย ทำท่าว่าจะหาที่นอน แล้วกะมานอนห้องผม... สุดท้ายไปนอนที่โซฟาตรงห้องกลางครับ สายๆ หน่อย

สาวๆ ชาวจีน กับอิตาลี ออกมาทำข้าวเช้ากินกัน ก็ตกใจครับ เตรียอาหารเสร็จ เข้าห้องไม่ออกมาเลยครับ นายคนนี้เมามากครับ คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ทำเอาผมงงว่าที่ไม่รู้เรื่องนี้เพราะ เอ็งเมา หรือ ข้าอ่อนอังกฤษ...

 

ความจริงมีเรื่องจะเล่าอีกเยอะมากครับ ไว้แยกอีกกระทู้ครับ เรื่องนั้นเป็นประเด็นละเอียดอ่อนครับ

แล้วค่อยมาลุ้นระทึกกับ เรื่องเงินๆ ของผมต่อในภาคต่อไปครับ...

จบรายงานข่าวแต่เพียงเท่านี้ครับ


ช่วงนี้เป็นช่วงปรับตัว แล้วก็เป็นคนใหม่ของที่นี้ ก็เลยมีเรื่องตื่นเต้นหลายอย่างหน่อย
ข้างล่างเป็นจดหมายที่ส่งให้พี่ที่กพ ครับ ขี้เกียจเทเหล้าเก่าในขวดใหม่ ก็เลย copy
มาวางมันซะเลย ลองดูครับ มีอะไรตื่นเต้น.....
 
ถึงพี่อรใจดี
 
ผมยิ่งยศครับ พอจำได้มั้งครับ ใส่แว่น ตัวดำ...
ตอนนี้ผมอยู่สวีเดน ที่เมืองลุนด์ได้อาทิตย์กว่าๆ แล้วครับ
การใช้ชีวิตไม่มีปัญหามากครับ อาจจะอยู่ในช่วงปรับตัว
ทั้งเรื่องเพื่อน เรื่องการเรียน การสื่อสาร ซึ่งผมก็ยอมรับว่า
ภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยแข็งแรงครับ เลยลำบากนิดหน่อย
แต่ไม่เป็นปัญหาครับ พอถูไถไปได้ครับ
 
ตอนนี้ปัญหามันมีอยู่ว่า ผมอยู่สวีเดนต้องต้องมี
Personal Number ทุกคนที่นี้มีครับ ใช้แทนชื่อได้เลย
ซึ่งไปขอได้ที่ Tax office หรือภาษาเค้าคือ skattevagen
ครับ อันนี้ต้องรีบไปทำเลยครับ ใช้ Passport เนี๊ยะแหละ
ครับ ซึ่งมันต้องรอถึง 1-2 อาทิตย์ครับ
 
ต่อมาครับ ได้ Personal Number แล้ว ถึงจะเปิดบัญชี
ธนาคารได้ครับ ซึ่งผมแลกเป็น Draft มา ฉะนั้น หลังเปิด
บัญชีนี้ ต้องรออีกประมาณ 1 อาทิตย์ครับ กว่าเงินจะ
โอนเข้าได้
 
เริ่มเห็นช่วงเวลาลำบากใจแล้วใช่ไหมครับ ต้องใช้เวลา
อย่างน้อย 3 อาทิตย์ ถึงจะดำเนินการเรื่องการเงินเสร็จ
ผมเตรียมเงินติดตัวมาได้ประมาณเดือนนิด นี้ผมยังลุ้น
เลยครับ เพราะเดือนนิดๆ ผมลืมไปว่า ต้องจ่ายค่าหอด้วย
ก็จะหมดครับ ที่อยู่ได้เดือนนิดๆ อาจจะได้ครึ่งเดือน
ซึ่งมันเฉียดกับ Process ที่ทำเรื่องการเงินพอดี
 
แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมคิดว่าน่าจะแก้ปัญหาได้
แต่ฝากพี่อรเตือนใครก็แล้วแต่ที่จะมาสวีเดน ให้เตรียม
เรื่องนี้ไว้ให้ดีครับ จริงๆ กรณีผมคงไม่ต้องลุ้นอะไร
ถ้าไม่ใช่ว่าช่วงนี้ เป็นหน้าเทศกาลของที่สวีเดนครับ
มีวันหยุดเป็นว่าเล่น พรุ่งนี้วันพฤหัสก็หยุด วันที่ 6 ก็หยุด
ธนาคารก็หยุดตาม อะไรๆ ก็เลยช้าไปหมดครับ
 
เรื่องต่อมา ผมมาอยู่ได้อาทิตย์หนึ่งแล้วครับ แต่ยัง
ไม่ส่งเอกสารให้สถานฑูตเลยครับ ตอนแรกกะว่าจะ
รอเลขที่บัญชีก่อน แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจแล้วครับ พี่อร
คิดว่ายังไงครับ รีบส่งไปเลยใช่ไหมครับ แต่พรุ่งนี้
วันหยุดราชการ ไม่รู้ว่าสถานฑูตหยุดตามเค้าหรือเปล่า
คงได้ติดต่อไปวันศุกร์แหละครับ ซึ่งหมายความว่า
ผมคงได้ส่งเอกสารไปสถานฑูตอาทิตย์หน้าแน่ๆ
 
คงมีเรื่องมาระบายกับพี่เท่านี้แหละครับ
ช่วงนี้ที่เมืองไทยอากาศคงเปลี่ยนแปลงบ่อยใช่ไหมครับ
ระวังสุขภาพด้วยครับ ....
 
 
อันนี้เพิ่มเติมครับ
 
เรื่องที่ไม่น่าตื่นเต้น เพราะใครก็ตามมาเมืองนอกต้องเจอทุกคน
ภาษาครับ ผมไม่ใช่คนเก่งภาษาอะไร พอไปได้ แต่พอมาเจอ
เวลาเค้าอภิปรายเกี่ยวกับงานกัน (อาจารย์ผมให้เค้าฟังด้วย จะได้
ซึมซาบบรรยากาศ และรู้วิธีทำงาน) โห นอกจากเนื้อเรื่องมันยาก
แล้ว ไอ้ภาษาที่มันฟังแทบไม่ทัน มันยิ่งไม่ทันเข้าไปอีกครับ
คนนั้นพูด ยังไม่ทันจบ ยังไม่ทันเข้าใจ คนข้างๆ พูดต่อทันที วันแรก
ช็อคครับ สัปดาห์นี้ครั้งที่สอง เริ่มชื้นใจขึ้นมาหน่อย
 
ความแตกต่างกับ lecture ก็คือ Lecture เราตามเนื้อหาไปเรื่องๆ
ซึ่งมักจะสอดคล้องกับ เป็น Step by step แต่การอภิปรายกัน
จะมีความเห็นขัดแย้งกัน สอดคล้องกัน สลับไปมาตลอด บางทีก็
ไถลนอกเรื่องไปไหนไม่รู้ .... ตอนนี้จิตใจก็เลยไปไหนไม่รู้เหมือนกัน...ฮา
 
ปรึกษารุ่นพี่ที่เรียนเอกอยู่ที่ออสเตรีย ก็ได้ความว่า มันก็เป็นอย่างเนี๊ยะ
แหละน้องเอ๋ย... อีกสักเดือนเด๋วก็ชิน....
 
แล้วเด๋วมาดูกันครับว่า 1 เดือนผ่านไป ข้ากระผม จะเป็นเยี่ยงไร
แล้วถ้ามันยังไม่ชินล่ะ ฉิบ.... แล้ว พี่น้อง....
 
คงต้องติดตามตอนต่อไป ด้วยใจระทึกพลัน

เราอยู่สวีเดน สเวนดิแล้ว มีเรื่องมากมายอยากเล่าให้ฟังเหลือเกิน
 
 
อยู่บนเครื่อง ไม่เห็นมีแอร์สวยๆ น่ารักๆ อายุน้อยๆ เลย
กินข้าว 2 มื้อ ดึก กับเช้า อร่อยดี เด๋วว่างๆ จะ scan เมนูอาหาร
ไปให้ดู อยู่บนเครื่องได้นั่งตรงกลางระหว่าง A กับ C ข้างหน้าต่าง
เป็นพี่ผู้หญิงคนไทย ชื่อพี่นี พี่นีช่วยเราหายตื่นเต้นไปได้เยอะมาก
ลงจากเครื่องก็เดินๆ ตามพี่เค้าไปผ่าน ตม ที่ไม่มีอะไร ตอนนี้ยังไม่
รู้สึกหนาวเพราะอยู่ในอาคาร ไปรอเอากระเป๋านานมากๆ คงเป็นเพราะ
check in ก่อน เลยได้กระเป๋าทีหลัง ก็ยังเดินตามที่นีไปซื้อตั๋วรถไฟ
เราก็หล่กๆ พี่เค้าไปลงเมือง Gothenberg อยู่ไปทางเหนือเราอีกหน่อย
แต่เราไปแค่ Lund เราเลยต้องไปก่อน ลงไปที่สถานีถึงได้รู้ว่า หนาว
เป็นไง ประมาณ 4-5 องศา ก็เหมือนๆ กับไปเที่ยวดอยอินทนนท์นั้นแหละ
สุดยอด.....มีตั๋วแต่ไม่รู้ไปขบวนไหน เลขขบวนไม่มี มารู้ทีหลังว่ามัน
เป็น Local train ถามเค้าไปเรื่อย มีฝรั่งบอกว่าคงต้องรอถึง สิบโมง
 
เหอะๆ มีเหรออย่างเราจะเชื่อ ด้วยความไม่มั่นใจเอาเลย พอเห็นขบวน
ที่บอกว่าไป Malmo มา ก็กระโดดขึ้นทันที อย่างน้อย ถ้าขึ้นผิดเด๋ว
เค้าก็ให้ลงสถานีหน้าเองแหละ พอนายตรวจมา โชคดี จับขบวนถูก
นายตรวจบอกว่าเราไม่ต้องต่อรถใหม่ นั่งคันนี้ไปถึง Lund ได้เลย
 
นั่งสบายใจ ถ่ายรูปเล่น อ่าน diary ที่แฟนให้มา แล้วน้ำตามันจะไหลอ่า
พอถึงสถานีลุนด์ ก็แลกตังค์โทรศัพท์หา sup แป๊กครับพี่น้อง โทรไม่
ติด แถมพอไม่ติดมันกินเงินไปเลย แมร่งงง โทรเข้ามือถือครั้งละ
10 Kr แง่มๆๆ 50 กว่าบาทนะเฟ้ย โทรอีกหลายรอบมาก หมดไป 30
-40 Kr มั้ง เซร็งสุดๆ  เดินไป 7-11 ซื้อ simcard มา กะจะใช้มือถือ
โทรไปดู ซื้อไป 189 Kr โทรได้ 99 Kr  ซื้อมาเสร็จ อ้าว แบตมือถือ
ตรูหมดนิหว่า ปวดใจมั่กๆ กลับไปนั่งรอแถวที่เรียกแท๊กซี่ เริ่มเครียด
เอาไงดีว่ะ ติดต่อ sup ไม่ได้เลย แล้วใครจะมารับตรูว่ะเนี๊ยะ ไปเอง
ดีไหม เดิน ไกล ไม่เอา นั่งรถแท๊กซี่ แพง ไม่เอา ทนไม่ไหวแล้วโว้ย
หันไปมองคนข้างๆ ถามเค้าว่าไอ้เครื่องโทรสับเนี๊ยะมันเป็นอะไร ทำไมโทร
ไม่ติด จะติดต่อคนๆ เนี๊ยะ ให้มารับ ทำไงดี เค้าก็ใจดีเหลือเกิน หยิบ
มือถือตัวเองออกมา โทรหาให้เลย แล้วก็บอกว่าเครื่องฝั่งกระโน้น
น่าจะปิดเครื่อง ตายแล้วหว่า แล้วตรูจะทำไงดี
 
ออกมานั่งรอหน้าสถานี หวังว่า sup จะเอ๊ะใจมารับ แต่ก็ไม่มีวี่แวว
เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง สุดท้าย เอาว่ะ เป็นไงเป็นกัน เห็นคนข้างๆ หยิบ
มือถือออกมา ฮืมๆ เค้าคงใจดีเหมือนคนที่แล้วแน่เลย.....
พี่ครับ ผมจะติดต่อคนๆนี้ให้มารับ แล้วมือถือผมแบตหมด ขอยืม
มือถือติดต่อหน่อยได้ไหมครับ พี่แกก็ใจดี เบอร์แรก อีกแล้วไม่ติด
เบอร์สอง เป็นเบอร์บ้าน ติดแล้วโว้ย.... เค้าก็คุยให้ เป็นที่เรียบร้อย
แล้วรอสักพัก sup ก็มารับเหอะๆๆ ไปที่พัก ไปภาควิชา แล้วก็พาไป
ตลาดซื้อของกิน กลับมาส่งที่พัก แล้วถึงได้รู้ว่า ที่โทรไปหา sup
ไม่ติดเพราะ sup ให้เบอร์มาผิด แง่มๆๆ
 
ตอนบ่ายก็ไปตระเวนดูๆ ถ่ายรูปเล่น แล้วก็ไปสถานีรถไฟ ดูมันให้
ช้ำไปเลยว่าเมื่อเช้าแทบตาย เด๋วอัพรูปให้ดูอีกทีแล้วกันครับ
 
ครั้งแรกก็ตื่นเต้นเสียแล้ว.... ที่หออยู่ชั้น 3 ให้นึกภาพแบกกระเป๋า
ขนาด 28 นิ้ว ขึ้นชั้น 3 ที่ไม่มีลิฟท์แล้วก็เป็นบันไดวนเอา ในห้อง
แบ่งเป็นห้องนอนย่อยๆ อีก 6 ห้อง เป็นชาย 5 ญ 1 มาจากหลาก
หลายประเทศมาก ทั้ง กรีซ จีน อิตาลี ในส่วนกลางมีครัว ตู้เย็น เตา
ไมโครเวป โต๊ะกินข้าว โซฟา ทีวี ที่นี้ดีมากเลย มี wireless ให้ด้วย
นี้เลยออนได้ทั้งวันทั้งคืน ใครเห็นเราออนอยู่ คุยมาแล้วเราไม่ตอบ
คิดได้ว่าเราอาจอยู่ที่ไหนก็ได้ เหอะๆ ที่ไม่ใช้หน้าคอม
 
พรุ่งนี้ต้องไปภาควิชาแล้ว ต้องกระตือรือร้นหน่อย จะได้จบเร็วๆ
ไว้ไปไหนมาน่าสนใจจะมาเขียนใหม่คร้าบ พี่น้อง

Blog Entryภาคจบของงานกีฬา...Oct 25, '07 4:30 AM
for everyone

ตอนนี้คงเป็นตอนสุดท้ายของนิยายงานกีฬา

แต่จะเป็นจุดเริ่มต้น สำหรับดอกไม้ที่ผลิขึ้นในช่วงงานกีฬานี้

วันนี้มีคนๆ หนึ่งส่ง sms มาหาว่า

"กับวันแรกที่พบกัน

กับวันที่สองยังเมินเฉย

กับวันที่สามปล่อยผ่านเลย

กับวันนี้และความคุ้นเคยจึงรักเธอ"

แม้ว่างานกีฬานี้อาจจะไม่ได้ให้ลักษณะระบบการทำงานที่ประทับใจมากนัก

แต่สิ่งที่ให้หลังงานกลับมีคุ้นค้ามากกว่า เธอคนนั้นที่ครั้งแรกเห็นกลับเฉยๆ

แต่ประทับใจในการทำงานที่ หนักเอา เบาสู้ (เหมือนกรรมการเลยแฮะ)

เกินกว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ (หรือเปล่า) จะเป็นไปได้

"ยิ่งมีปัญหา ยิ่งปลี้มใจ

ยิ่งสงสัย ยิ่งค้นหา

ยิ่งไคว่คว้า ยิ่งได้มา

ยิ่งนำพา มารักเธอ"

อย่าพึ่งเลียนและทรมาน จากดอกไม้ที่ผมได้ถืออยู่ในตอนนี้นะครับ

ต่อไปนี้ทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่าน MTP ผม อาจจะต้องจมน้ำหวานกันบ่อยครั้งขึ้น

เพราะขนาด ดอกไม้เป็นสีชมพู ท้องฟ้าเป็นสีชมพู ปากกาน้ำเงินยังเป็นสีชมพูเลย

ปล.ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณารอคอยด้วยใจระทึกพลัน


คราวที่แล้วพูดถึงแต่สิ่งดีๆ .... เอ๊ะม่ายช่ายครับ

สิ่งรัญจวนใจไปแล้ว มาคราวนี้ สิ่งงดงามระหว่างงานก็มีไม่แพ้กัน

ดอกไม้กลางสวนผักชีภาค 1

ใครจะรู้ได้ว่า ความอดอยาก และเหนื่อยล้าระหว่างวัน จะทำให้เรา

ได้พบมิตรภาพที่แท้จริง...... เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่า อาสาสมัครประจำ

สนามจะไม่มีข้าวทั้งเช้าบ่ายและเย็นให้กิน แต่ด้วยความเมตตาและ

มีน้ำใจที่ไม่แบ่งแยกชนชาติ บางสนามผู้หลักผู้ใหญ่ในสนามก็ดิ้นรน

หาผู้สนับสนุน หาข้าวหาปลาให้เหล่าอาสาสมัครให้กิน ถึงขนาดบางที

ชักเนื้อตัวเองก็มี นักกีฬาใจดีที่แอบหิวข้าวจากโรงอาหารการบินไทย

มาเผื่อให้พวกเราได้อิ่มหน่ำกัน ปริมาณของกินไม่เท่าไหร่ แต่น้ำใจที่

ให้มันมากมายเหลือ

ดอกไม้กลางสวนผักชีภาค 2

ความจริงเรื่องมีน้ำใจมันก็มีมากมายเล่าไม่รู้จบ แต่ดอกไม้ในภาคนี้ไม่ใช่

น้ำใจ แต่เป็นดอกไม้สาวแสนสวย เกือบเป็นเอกฉันท์แล้วว่า สาวจากรัสเซีย

สวยที่สุด  จีนก็น่ารัก ญี่ปุ่นก็เจ๋ง กีฬาที่น่าดูมั่ก เพราะดอกไม้เยอะสุดก็ได้แก่

วอลเล่ย์บอล.....

วันนี้เท่านี้ก่อน เด๋วจะมีดอกไม้ในใจระหว่างงาน คราวหน้าแล้วกันครับ


ผ่านไป 20 วัน จากวันที่ 1 สิงหาคม - 20 สิงหาคม

สิ่งต่างๆ ผ่านเข้ามาทั้งที่ดีและไม่ดีเป็นปกติธรรมดา อันมีเรื่องจะเล่าดังต่อไปนี้

1. คนไทยเรานี้ก็แปลกเหนอะ "หน้าตา" สำคัญกว่าผลของงาน มีเวลาตั้ง 3 ปี

แต่พึ่งมาปลูกหญ้าก่อนหน้างาน 2-3 วัน ยอมเชือนเนื้อให้คนทำงานด้วยกัน

ลำบาก เพื่อแลกกับคำชมจากแขก รู้สึกไปคนเดียวว่า ทำไมเราต้องทำอะไร

โง่ๆ อย่างนั้นด้วย.....

เชือนเนื้อให้ลิงกินภาค 1

เรื่องมีอยู่ว่า หอพักบุคคลากร อยู่หลังมหาลัย เค้าก็เลย

เอารั้วอัปยศ (เหมือนกำแพงเบอร์ลิน) มากันไว้ 7-11 อยู่ฝั่งกระโน้น

หอตรูอยู่ฝั่งกระนี้ แล้วให้บุคคลากรออกทางประตูหลังมหาลัย

เพื่อไม่ให้ไปรบกวนนักกีฬาในหมู่บ้าน และเพื่อความปลอดภัย??

(แต่นักกีฬาในหมู่บ้านมาแดกเหล้าหลังมหาลัย ตะโกนโวยวายหลังมหาลัย

พวกบุคคลากรแทบนอนไม่ได้)

เชือนเนื้อให้ลิงกินภาค 2

เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่า ทีมงานชั้นกลางเข้างาน 7 โมง ออกงาน 4 ทุ่ม ได้วันล่ะ 400 บาท

โดยลงชื่อแค่ 8 ชั่วโมงพอ ซึ่งหารแล้วจะได้ค่าเบี้ยเลี้ยงชั่วโมงละ 26.66 บาท

ถูกกว่า ร้านอาหารฟาสฟู้ดบางร้านที่ได้ชั่วโมงละ 32 บาทอีก นี้ไม่ต้องไปคิดถึง

เบี้ยเลี้ยงของนักศึกษาอาสาที่ได้วันละ 250 บาท ก็บอกแล้วไงว่าอาสา จริงๆ แล้ว

ถ้าเป็นค่ายอาสา นักศึกษาต้องจ่ายค่าสวัสดิการเองด้วยซ้ำมั้ง ฮา.... แจกเสื้อทำงาน

เป็นโปโล 1 ตัวแจ๊คเก๊ต 1 ตัว ที่แจกแจ๊คเก๊ตเพราะจะได้ใส่เสื้ออื่นมาทำงานได้ เหอะๆ

คำๆ เดียวที่อ้างกันอยู่เสมอเหมือนคำปลอบใจก็คือ ทำเพื่อชาติ??

"ชาติมีราคาเท่าไหร่"

(หาอ่านได้จากหนังสือเรื่องปีกแดง ของวินท์ เรียววาริณ เป็นตอนเล็กๆ อยู่กลางเรื่อง)

เชือนเนื้อให้ลิงกินภาค 3

ประโคมสื่อกันเข้าไปว่าสนาม สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ จริงๆ แล้วงานเปิด

วันที่ 9 วันที่ 8 ยังวิ่งวุ่นแก้ปัญหากันอยู่เลย อะไรพร้อมว่ะ..... มีแต่คนทะเลาะกัน

ตั้งแต่สมาคมยันสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อ เราโดนมาโดยตรง เตรียมห้องให้สื่ออยู่ดีๆ

คนประสานงานในห้องก็คุยกับเราดี ช่วยกันแก้ปัญหากันไปด้วยดี อยู่ๆ ก็มีคนบริหาร

จัดการสื่อจากบริษัทหนึ่งที่มหาลัยหนึ่งจ้างมา ย้ำว่าจ้าง เป็นลูกน้องเค้าที่กินเงิน

มากกว่าพวกอาสาซะอีก มาถึงก็....

"ตรงนี้ไม่ได้เรื่อง เอาไปวางไว้ตรงนั้นทำไม ใครจะไปใช้ เอามาวางตรงนี้

มีอะไรบ้างเนี้ยะ ของแค่นี้ไม่พอหรอก ผู้จัดการสนามอยู่ไหน เรียกมาสิ

อย่างนี้มีปัญหาแน่ ไม่ทำงานอะไรกันเลย จ้างไม่คุมค่าจ้างเลย ไม่รู้แหละ

ถ้าทำไม่เสร็จก่อนบ่ายสามมีปัญหาแน่ๆ....."

ย้ำว่าพูดประมาณนี้จริงๆ รู้สึกว่าจะดูแลเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ของสื่อ

แต่ตัวเองไม่สร้างภาพลักษณ์เลย เราเลยเขียนจดหมายร้องเรียนไปที่

ศูนย์ประสานงานสื่อซะ ชายคนนี้ก็เลยเงียบหายไป นัดให้มาคุยทำความเข้าใจ

ก็ไม่มา แหม....

 

นั้นแหละ ที่ทำให้เราสงสัยว่า ทำไมเราต้องมาทะเลาะกันเพื่อหน้าเพื่อตาใครบ้างคน

ถ้าจะบอกว่าเพื่อชาติล่ะก็ กรุณากลับไปอ่านข้อความตอนกลางใหม่อีกครั้งครับ

แล้วสมมติน่ะครับว่า ถ้าผู้นำชาติบ้าสงครามเกิดอยากได้ประเทศเพื่อนบ้านขึ้นมา

แล้วก็ไปประกาศสงครามโจมตีเพื่อนบ้าน ส่งทหารเข้าไป เกณฑ์ทหารกองหนุนอย่าง

พวกคุณๆเข้าไป แล้วใช้คำว่า เพื่อชาติบ้าง คุณอยากไปตายไหมครับ.....

จบแล้วสำหรับเรื่องเศร้าๆ ไว้วันหลังจะมา เล่าเรื่องดีๆ ให้ฟังครับ

เหรียญมีสองด้าน งานกีฬานี้ก็มีสองมุมเช่นกันครับ


ช่วงนี้ทำไมงานมันเยอะอย่านี้ก็ไม่รู้

สอน 3 วิชา พอช่วงสอบกลางภาคก็เลยต้องออกข้อสอบทั้ง 3 วิชา

แถมที่สอนๆ อยู่ก็แทบจะสอนไม่ทัน สอนตั้งแต่ 8 โมงเช้า จน 4 โมงครึ่ง จะบ้าตาย

แล้วนี้วันที่ 21 ยังจะต้องไปสอบ TOEFL รอบสองอีก แงๆ ได้เสียตังค์ฟรีอีกแน่ๆ เลย

ไหนจะต้องออกข้อสอบแข่งตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ระดับประเทศอีก

ไหนจะต้องเตรียมงานกีฬามหาลัยโลกอีก โดนให้ไปคุมงานสื่อสารและ IT ของสนาม

กีฬาสระว่ายน้ำ ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้าย ทำตั้งแต่เช้าถึง 4 ทุ่ม

 

อยากแยกร่างได้จังจะได้ทำงานทุกๆ อย่างได้ครบถ้วนตามกำหนดการ เหนื่อยและเพลียมั่ก

ใครก็ได้พาไปคลายเหนื่อยทีดิ เอาแบบไม่เสียตังค์น่ะ เพราะช่วงนี้ จนเข้าขั้นรุนแรง เหอะๆ


Blog Entryเหงากันบ้างไหมJun 11, '07 7:03 AM
for everyone

ใครบ้างคนเคยบอกเราว่า "อ๋ำแกน่ะขี้เหงาเกินไปป่าว"

จริงนั้นแหละ คงเหงาเกินไปจริง คนๆ นั้นที่บอกก็ดันเป็นคนที่เรา "รัก" ซะด้วย

จนมาเมื่อวานซืนนึกอะไรขึ้นมาได้สักหน่อย เริ่มจาก.....

ด้วยอารมณ์ไปแวะๆ เวียนๆ แถวปิ่นเกล้า แล้วก็รู้มาว่ามีใครบางคนทำงานที่ hot track แถวบางพลัด

จะว่าเหงา อยากเจอ ไร้สารถ หรืออะไรก็ช่าง แต่สุดท้ายก็ไปนั่งที่ร้านนั้นจนได้ แต่ก็ไม่ได้เจอกัน

กลางดึกคืนนั้น โทรศัพท์ตัวน้อย ก็ได้ทำงานหนักสมใจ โทรหาน้องคนนั้นที คนนี้ที นี้เราเหงาหรือไร

เอ๊ะๆ ทำไมไม่ไปเที่ยวหญิงซะให้รู้แล้วรู้รอด ไม่มีตังค์นิหว่า.... นี้เราอยากมีเซ็กส์หรือไร

 

สับสนไปก็งั้นๆ กลับมานั่งอยู่ห้องรุ่นน้อง กินไปคิดไป เหงาหรือเซ็กส์ มันต่างกันตรงไหน..

พอไปเที่ยวหญิง แล้วมันหายเหงาหรือไง ก็เปล่า!! แล้วตกลงต้องการอะไรกันแน่เนี๊ยะ

ใครสักคน หรือใครก็ได้................

 

จนมาถึงเมื่อวาน กลับไปบ้าน ใครสักคนที่รอเราอยู่ ก็ยังรอเราอยู่ แล้วเราก็ไปรอใครสักคนที่

ไม่รู้เค้ารอเราอยู่หรือเปล่า ไม่รู้จะรอไปทำไม...


ช่วยมาโหวตกันหน่อยสิว่า สภาพการนายอ๋ำตอนนี้
สมควรจะทำอย่างไร
   

สมัคร multiply ไปตั้งนาน (ไม่กี่สัปดาห์เอง)

แต่ไม่มีเวลาเข้ามาดูแลเลย เฮ้อ.... เหตุผลเริ่มจาก

1. เงินเดือนออก ใจแตก อยู่ไม่เป็นสุข ผลาญยอดเงินในบัญชี จนท้ายสุด ยังไม่พ้นวันที่ 5 แต่ก็......

2. ตกโทเฟิล สอบรอบแรก ใครๆ ก็บอกว่า iBT มันยากน่ะ เราไม่เชื่อแล้วเป็นไง เสียค่าสอบไปฟรีๆ

3. น้องเมทมีแฟนใหม่ มันช้ำใจ เห็นใครๆ เค้ามีคู่กัน อิจฉาโว้ย...

 

ด้วยเหตุแห่งไตรสารัตถะนี้ เป็นผลให้ ใครก็ได้ให้เรายืมเงินกินข้าวที.... ฮือ ฮือ



© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help

Template design - Copyright © 2005 sonnenvogel.com All rights reserved.